ยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีการแพทย์พัฒนามากขึ้น หลายคนที่มีปัญหาผมบางศีรษะล้านจากพันธุกรรม เริ่มมองหาวิธีการศัลยกรรมปลูกผมถาวรเพื่อแก้ปัญหาภาวะศีรษะล้าน หรือในบางคนที่ไม่ได้มีปัญหาผมบางแต่อยากเข้ารับการปลูกผมถาวรเพื่อปรับกรอบหน้าให้ดูสมมาตรมากขึ้นก็ต่างสนใจเข้ารับการปลูกผมถาวรเช่นกัน โดยวิธีปลูกผมถาวร FUE นั้นกำลังเป็นที่นิยมและถูกพูดถึงกันมากขึ้น บทความนี้บทความนี้ KESA Hair Clinic คลินิกด้านเส้นผมและหนังศีรษะจะพามาทำความรู้จักกับวิธีการปลูกผมถาวรวิธีต่างๆพร้อมทั้งข้อดีข้อเสียในแต่ละวิธี
ปัจจุบันการศัลยกรรมปลูกผมถาวรตามคำนิยามของสมาคมศัลยกรรมปลูกผมนานาชาติ The International Society of Hair Restoration Surgery (ISHRS) มีอยู่ 2 วิธีการสากล คือ FUE และ FUT ซึ่งทั้ง 2 วิธีจะแตกต่างกันที่กระบวนการได้มาของกราฟจากบริเวณด้านหลัง (Donor site)
เทคนิคปลูกผมถาวรวิธี FUE คืออะไร
การปลูกผมวิธี FUE (Follicular Unit Extraction) คือ วิธีปลูกผมแบบย้ายเซลล์รากผมโดยไม่ต้องตัดหนังศีรษะเป็นแผลผ่าตัดแนวยาว โดยแพทย์จะใช้หัวเจาะขนาดเล็กพิเศษ (Micro-punch) ค่อยๆ เจาะเก็บกอกราฟผมบริเวณท้ายทอยออกมาทีละกออย่างประณีต แล้วนำกลับไปปลูกถ่ายยังบริเวณที่มีปัญหาผมบางหรือศีรษะล้าน ซึ่งวิธีนี้ช่วยลดอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ แผลจุดขนาดเล็กสมานตัวได้ดี และให้แนวเส้นผมใหม่ที่งอกขึ้นมาแลดูเป็นธรรมชาติ จึงเป็นบริการปลูกผมถาวรที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
การปลูกผมถาวร FUE มีกระบวนการย้ายเซลล์รากผมอย่างไรบ้าง
กระบวนการปลูกผมแบบ FUE เป็นการผ่าตัดเล็กระดับจุลศัลยกรรมที่ต้องอาศัยความประณีตและการดูแลของแพทย์ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของกราฟผมให้ได้อัตราการอยู่รอดของกราฟในระดับสูง โดยขั้นตอนการปลูกผมย้ายเซลล์รากผมมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- การออกแบบแนวผมและคำนวณกราฟ: แพทย์ทำการวิเคราะห์รูปหน้า ความหนาแน่นเดิม และประเมินจำนวนกราฟที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้แนวไรผมใหม่แลดูเป็นธรรมชาติกลมกลืนกับใบหน้า
- การคัดแยกและเจาะเก็บรากผม: ฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณท้ายทอย จากนั้นใช้หัวเจาะขนาดเล็กพิเศษ (Micro-motor punch) ค่อยๆ เจาะลึกลงไปเฉพาะชั้นรากผมทีละกออย่างระมัดระวัง แล้วดึงกราฟผมออกมาโดยลดการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง
- การคัดกรองและแช่เลี้ยงเซลล์รากผม: กราฟผมที่เก็บเกี่ยวได้จะถูกส่งต่อให้ทีมผู้ช่วยแพทย์นำมาคัดแยกจำนวนเส้นผมและตกแต่งเนื้อเยื่อส่วนเกินภายใต้กล้องจุลทรรศน์ พร้อมแช่ในสารละลายควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาเซลล์ให้คงสภาพความสมบูรณ์
- การสร้างทิศทางและเปิดช่องรับรากผม: แพทย์กำหนดทิศทาง องศา และมุมความเอียงของการงอกของเส้นผม เพื่อให้สอดรับกับแนวผมตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล
- การปลูกถ่ายกราฟรากผม: นำกราฟผมที่คัดเลือกสมบูรณ์แล้ว ค่อยๆ ปลูกฝังลงในช่องเปิดรับอย่างประณีต โดยคำนึงถึงความหนาแน่นและความปลอดภัยของเซลล์รากผม
การปลูกผมถาวรแบบ FUE มีกี่วิธี
เทคนิคการปลูกผมถาวรแบบ FUE ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและความต้องการของผู้เข้ารับบริการที่แตกต่างกัน โดยหลักๆ จะแบ่งตามลักษณะการเตรียมพื้นที่บริเวณท้ายทอยและรูปแบบความยาวของเส้นผมที่นำมาใช้ปลูก ดังนี้
1. ปลูกผมแบบโกน Shaven FUE
ปลูกผมแบบโกน Shaven FUE คือ การย้ายรากผมทีละกอ โดยตัดผมสั้นด้านหลังเป็นแถบใหญ่แล้วเจาะรากผมออกมาเป็นตอสั้นๆ(short hair)
ข้อดีของการปลูกผมถาวรแบบ Shaven FUE
- แพทย์สามารถมองเห็นพื้นที่ด้านหลังแบบมุมกว้างได้ ทำให้การเจาะรากผมได้กระจายเท่ากันทุกบริเวณ มีความสม่ำเสมอ ทำให้แผลจะสวยกว่าในระยะยาว เหมาะกับคนที่ต้องการตัดผมสั้น เช่น อาชีพทหารตำรวจ และทรงผมสั้นรองทรง
- ใช้ระยะเวลาในการเจาะรากผมสั้นที่สุดเมื่อเทียบกับการปลูกผม FUE แบบอื่น
- ได้จำนวนกราฟปริมาณมาก เหมาะกับคนที่ต้องใช้กราฟเกิน 2000 กราฟขึ้นไป จึงเหมาะกับผู้ชายที่มีการร่นของผมที่มากและผู้หญิงเข้ารับการปลูกผมเพื่อวัตถุประสงค์ปรับกรอบหน้าซึ่งมักจะใช้กราฟปริมาณมากเกิน 2000 กราฟ
- ปลูกได้ความหนาแน่นสูงสุด เนื่องจากกราฟที่ได้จะเป็นตอสั้นๆทำให้ปลูกได้ชิดกันมากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถกำหนดทิศทางได้ง่ายกว่าส่งผลให้ผลลัพธ์แน่นใกล้เคียงผมเดิม
- ดูแลทำความสะอาดหลังปลูกผมได้ง่ายกว่า ลดอัตราการติดเชื้อหลังปลูกผมได้
ข้อเสียของการปลูกผมถาวรแบบ Shaven FUE
- ต้องตัดผมสั้น ในกรณีผู้ชายแผลด้านหลังจะแห้งสนิทและรากผมเริ่มยาวมาปิดแผลด้านหลังภายใน 2 สัปดาห์, กรณีผู้หญิงทางเกศาคลินิกมีเทคนิคการตัดผมซ่อนแผลทำให้มองไม่เห็นแผลด้านหลัง สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ
“Microstrip shaving คือการตัดผมสั้นเป็นแถวเล็กๆ หลายๆแถว เป็นวิธีการที่ไม่แนะนำ เพราะระยะยาวจะเกิดรอยแผลเป็นจุดสีขาวเป็นขั้นหลายๆขั้น เมื่อตัดผมสั้นจะมองเห็นว่าผมมีการแหว่งหายไปเป็นขั้นบันไดหลายๆขั้น ทำให้มีข้อจำกัดในการตัดผมสั้นไปตลอด นอกจากนั้นยังทำให้งมีข้อจำกัดในการปลูกผมรอบที่2-3ในอนาคตอีกด้วยเพราะบริเวณผมด้านหลัง(Donor site) มีการย้ายรากผมไปปริมาณมากในแต่ละขั้นทำให้กราฟที่เหลือในการใช้ครั้งต่อไปจะบริหารได้ยากมากขึ้น แต่สามารถเลือกใช้วิธีการตัดผมแบบ Microstrip shaving ได้กรณีที่ใช้กราฟผมไม่เกิน 600-800 กราฟ”
(Reference : Jae Hyun Park, Practical guide to hair transplantation)
Microstrip shaving
การปลูกผมแบบ FUE
Microstrip shaving
2. ปลูกผมแบบไม่โกน Non-shaven FUE
คือการย้ายรากผมทีละกอโดยไม่ต้องตัดผมสั้น รากผมที่ได้จะเป็นตอสั้นๆ(short hair)
ศึกษาเพิ่มเติม : ปลูกผมเทคนิค Non-shaven NNN
ข้อดีของการปลูกผมถาวรแบบ Non-shaven FUE
- เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการตัดผมสั้น
- เหมาะกับคนที่ใช้กราฟปริมาณไม่มากไม่เกิน 2000 กราฟ
- ปลูกได้ความหนาแน่นสูงเหมือนการปลูกแบบ Shave FUE เนื่องจากกราฟที่ได้จะเป็นตอสั้นๆ ทำให้ปลูกได้ชิดกันมากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถกำหนดทิศทางได้ง่ายกว่าส่งผลให้ผลลัพธ์แน่นใกล้เคียงผมเดิม
ข้อเสียของการปลูกผมถาวรแบบ Non-shaven FUE
- เป็นวิธีการปลูกผมที่ราคาแพงกว่า Shave FUE
- ใช้ระยะเวลาในการทำนานกว่า Shave FUE
- ไม่เหมาะกับคนที่ต้องใช้รากผมปริมาณมาก
- เนื่องจากไม่ได้ตัดผมด้านหลัง ขั้นตอนการเจาะรากผมจึงทำได้ยากกว่าส่งผลให้กระจายตัวของแผลเป็นไม่ค่อยสม่ำเสมอ ต่างจากวิธีปลูกผม Shave FUE ที่แพทย์จะสามารถมองเห็นรากผมได้ทั้งหมดในมุมกว้างทำให้วางแผนการเจาะรากผมได้ดีกว่า
3. ปลูกผมแบบผมยาว Long hair FUE
คือการย้ายรากผมทีละกอโดยไม่ต้องตัดผมสั้น รากผมที่ได้จะเป็นผมเส้นยาว(Long hair)
ข้อดีของการปลูกผมถาวรแบบ Long hair FUE
- ไม่ต้องตัดผม เหมาะกับคนที่ไม่สามารถตัดผมสั้นได้
- ผู้รับบริการสามารถมองเห็นผลลัพธ์สุดท้ายได้ทันที (Finished look) ทำให้สร้างความพึงพอใจและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้รับบริการได้ค่อนข้างมาก
- เหมาะกับคนที่ใช้กราฟปริมาณไม่มาก โดยทั่วไปแนะนำที่ไม่เกิน 1500 กราฟ เช่น กรณีปลูกผมปรับกรอบหน้าเล็กน้อย, กรณีปลูกผมทับรอยแผลเป็นพื้นที่ไม่มาก
- แนะนำให้ใช้การปลูกผมแบบ Long hair FUE ในการปลูกคิ้วเพราะทำให้เห็นแนวโค้งของรากผมที่ถูกต้อง ผลลัพธ์จะดูเนียนกว่าการปลูกคิ้วแบบ Shave FUE
ข้อเสียของการปลูกผมถาวรแบบ Long hair FUE
- เป็นวิธีการปลูกผมที่ราคาแพงที่สุด เนื่องจากต้องใช้เวลานานและมีความยากในทุกกระบวนการ
- ไม่เหมาะกับคนที่ใช้กราฟปริมาณมาก
- ใช้ระยะเวลาในการทำนานที่สุด โดยใช้เวลาประมาณ 3 เท่าของการเจาะรากผมแบบ Shave FUE
- ความหนาแน่นที่ได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการปลูกผม FUE แบบอื่น ดังนั้นหากอัตราการรอดของกราฟน้อยลงอีกจะยิ่งทำให้ผลลัพธ์ตอนผมยาวแล้วที่ 1ปีดูบางไม่แน่นเท่าผมเดิม
- การดูแลทำความสะอาดหลังปลูกผมต้องใช้ความระมัดระวังสูง เพราะกราฟผมที่ยาวอาจพันกันทำให้กราฟหลุดได้ในช่วง 3 วันแรก
- หลังปลูกผม 2 สัปดาห์ กราฟผมที่ปลูกก็เกิดการผลัดผมหรือที่เรียกว่า ภาวะ shock loss ได้เช่นเดียวกับวิธีการปลูกผมแบบอื่นๆ
ปลูกผมปิดรอยแผลเป็น
ใครบ้างที่เหมาะกับการปลูกผมถาวรด้วยวิธี FUE ย้ายเซลล์รากผม
การเลือกแนวทางปลูกผม แบบ FUE ให้เหมาะสมกับแต่ละเคส ต้องพิจารณาจากจำนวนกราฟ สภาพเส้นผมเดิม รวมถึงวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้รับบริการเป็นหลัก โดยแต่ละเทคนิคมีความเหมาะสมเฉพาะบุคคลดังนี้
- FUE แบบดั้งเดิม (Traditional / Shaven FUE)
- เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผมร่นลึก หรือศีรษะล้านบริเวณกว้างที่ต้องใช้กราฟผมจำนวนมาก (2,000 กราฟขึ้นไป)
- เหมาะกับผู้ที่สะดวกตัดผมสั้น หรือผู้มีอาชีพข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่ต้องไว้ผมสั้นเป็นประจำ
- เหมาะกับผู้ที่ต้องการความหนาแน่นของเส้นผมในระดับสูง และต้องการให้รอยแผลด้านหลังแห้งตัวได้ดี ทำความสะอาดง่าย
- FUE แบบไม่ต้องโกนผม (Non-Shaven / Modified FUE)
- เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผมบางระดับปานกลาง ปลูกปรับไรผม หรือผู้ที่ต้องการใช้กราฟไม่เกิน 2,000 กราฟ
- เหมาะกับผู้ที่ไม่สะดวกตัดผมสั้น เช่น ผู้บริหาร บุคคลที่ต้องพบปะผู้คน หรือผู้หญิงที่กังวลเรื่องการเปลี่ยนทรงผมเดิม
- เหมาะกับผู้ที่ต้องการบดบังรอยแผลด้านหลังได้โดยใช้เส้นผมเดิมลงมาปิด
- FUE แบบไว้ผมยาว (Long Hair FUE)
- เหมาะกับผู้ที่ต้องการปลูกเฉพาะจุด เช่น ปลูกคิ้ว ปลูกทับรอยแผลเป็นขนาดเล็ก หรือผู้หญิงที่ต้องการเติมเต็มไรผมด้านหน้าเพียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 1,500 กราฟ)
- เหมาะกับบุคคลที่ต้องการเห็นแนวทิศทางของเส้นผมทันทีหลังทำ
- เหมาะกับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านเวลา และจำเป็นต้องกลับไปปฏิบัติภารกิจประจำวันในระยะเวลาอันสั้น
การเตรียมตัวก่อนทำและวิธีดูแลตัวเองหลังปลูกผม FUE ให้เซลล์รากผมติดแน่น
การดูแลผลลัพธ์ของการ [ปลูกผม] ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมของร่างกายและการปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อส่งเสริมให้อัตราการติดของเซลล์รากผมเป็นไปอย่างสมบูรณ์
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการปลูกผม
- งดรับประทานยาและอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ (ภายใต้คำแนะนำของแพทย์) เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน วิตามินอี น้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย และโสม
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ เนื่องจากส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกราฟผม
- สระผมให้สะอาดในเช้าวันทำหัตถการ และหลีกเลี่ยงการใส่เจล สเปรย์ หรือผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมทุกชนิด
- สวมใส่เสื้อที่มีกระดุมผ่าหน้า เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยไม่เสียดสีบริเวณหนังศีรษะ
วิธีดูแลตัวเองหลังปลูกผม
- หลีกเลี่ยงการก้มศีรษะต่ำ ยกของหนัก หรือออกกำลังกายหักโหมในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันแรงดันโลหิตดันจนกราฟผมกระทบกระเทือน
- นอนหงายโดยยกศีรษะสูงประมาณ 30-45 องศาในช่วง 3-5 วันแรก เพื่อช่วยลดอาการบวม
- ห้ามแกะ เกา ถู หรือดึงสะเก็ดแผลบริเวณที่ปลูกผม ปล่อยให้สะเก็ดค่อยๆ หลุดร่วงไปเองตามคำแนะนำการทำความสะอาดของคลินิก
- สวมผ้ารัดหน้าผาก (Headband) ตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อช่วยลดอาการบวมบริเวณรอบดวงตาและใบหน้า
การปลูกผมวิธี FUT
FUT ย่อมาจาก Follicular unit transplantation เป็นวิธีการปลูกผมโดยการผ่าตัดนำหนังศีรษะด้านหลังออกมาเป็นชิ้นยาวๆ หรือที่เรียกว่า Strip แล้วนำมาหั่นแยกกราฟออกมาเป็นกอเล็กๆ ที่เรียกว่า “กราฟ” แล้วจึงนำกราฟมาปลูกยังบริเวณที่ต้องการ ซึ่งกราฟที่นำมาปลูกจะเป็นได้ทั้งแบบผมสั้น (short hair) หรือเป็นแบบผมยาว (long hair) ก็ได้
ข้อดีของการปลูกผมถาวรแบบ FUT
- ได้กราฟปริมาณมาก โดยจำนวนมากที่สุดประมาณ 5000-8000 กราฟ
- เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการตัดผมสั้น เช่น ผู้หญิง
- เหมาะกับคนที่เป็นผมบางศีรษะล้านระยะสุดท้ายที่เหลือผมด้านหลังไม่มาก(Advance hair loss)
ข้อเสียของการปลูกผมถาวรแบบ FUT
- แผลเป็นจะเป็นลักษณะเส้นยาวตลอดแนวผมด้านหลัง ทำให้ไม่สามารถตัดผมสั้นได้
- ไม่เหมาะกับอาชีพที่จำเป็นต้องตัดผมสั้นตลอด เช่น ทหาร ตำรวจ หรือคนในเครื่องแบบ
- มีโอกาสเกิดแผลเป็นลักษณะนูนยืด(Hypertrophic scar/Stretched scar) ได้ในบางคน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความมั่นใจได้
- เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้เช่น การบาดเจ็บต่อเส้นประสารทระดับลึก การติดเชื้อรุนแรงบริเวณหนังศีรษะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปลูกผมถาวร FUE
การปลูกผมถาวรด้วยวิธี FUE จะอยู่ได้นานแค่ไหน
การปลูกผมถาวรด้วยเทคนิค FUE เป็นการย้ายรากผมจากบริเวณท้ายทอย (Safe Donor Zone) ซึ่งมีคุณสมบัติทางพันธุกรรมที่ต้านทานต่อฮอร์โมน DHT อันเป็นสาเหตุหลักของผมร่วงทางพันธุกรรม ทำให้เส้นผมที่ย้ายมาปลูกในตำแหน่งใหม่สามารถคงอยู่และเจริญเติบโตได้ตามวงจรชีวิตเส้นผม ทั้งนี้ การคงอยู่ของผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับการดูแลบำรุงเส้นผมเดิมรอบข้างตามคำแนะนำของแพทย์ร่วมด้วย
การย้ายเซลล์รากผมทำให้ผมบริเวณท้ายทอยแหว่งหรือบางลงไหม
หากทำโดยแพทย์ การปลูกผม ย้ายเซลล์รากผม จะไม่ทำให้ผมด้านหลังดูแหว่งผิดปกติ เนื่องจากแพทย์จะคำนวณความหนาแน่นและกระจายการเจาะเก็บรากผมออกมาในสัดส่วนประมาณ 15-20% ของพื้นที่ทั้งหมด พร้อมเว้นระยะห่างของรูกราฟอย่างสมดุล ทำให้เมื่อแผลขนาดเล็กสมานตัวและผมรอบข้างเริ่มยาวขึ้น จะช่วยปกปิดรอยเจาะได้อย่างกลมกลืน
ปลูกผม FUE ต่างจากการปลูกผม DHI อย่างไร
ทั้งสองวิธีใช้หลักการเก็บกราฟผมแบบเจาะทีละกอ (FUE) เช่นเดียวกัน แต่ต่างกันที่ขั้นตอนการปลูก โดยการปลูกผมแบบ FUE ทั่วไป แพทย์จะเปิดช่องรับ (Pre-made slit) ก่อน แล้วจึงนำกราฟผมใส่เข้าไป ในขณะที่ DHI จะใช้เครื่องมือ Implanter Pen ในการเปิดช่องและใส่กราฟผมไปพร้อมกัน ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมและสภาพหนังศีรษะของแต่ละบุคคล
หลังปลูกผม FUE สระผมได้เมื่อไร
โดยทั่วไปผู้รับบริการสามารถเริ่มทำความสะอาดผมได้ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นหลังทำหัตถการ (ภายใน 24-48 ชั่วโมง) โดยต้องเป็นการสระผมด้วยความนุ่มนวล ใช้น้ำอุณหภูมิปกติที่มีแรงดันเบา และใช้ฟองแชมพูสูตรอ่อนโยนแตะเบาๆ ห้ามถูหรือเกา ที่ KESA Hair Clinic จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลทำความสะอาดแผลให้อย่างใกล้ชิดในวันแรกหลังทำ พร้อมให้คำแนะนำวิธีการดูแลอย่างละเอียด
ปลูกผมวิธีใดดีที่สุด
การปลูกผมไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุด แต่ละวิธีมีข้อดีในตัวและมีข้อจำกัดเช่นกัน ดังนั้นจะปลูกผมวิธีไหนดี ขึ้นกับความต้องการและต้องดูข้อจำกัดและความเหมาะสมของคนไข้แต่ละราย(Individual) และไม่ใช่การปลูกวิธีการเดียวกันจะได้ผลลัพธ์เหมือนกันทุกที่ เพราะผลลัพธ์ขึ้นกับความชำนาญของแต่ละคลินิก, การออกแบบแนวผม, เทคนิคการเจาะรากผม, การเลือกใช้เครื่องเจาะรากผม, การเก็บรักษากราฟที่อยู่นอกร่างกาย, การตกแต่งรากผมรวมไปถึงรายละเอียดของการวางทิศทางรากผมโดยแพทย์ ทุกรายละเอียดล้วนมีผลกับอัตราการรอดและความสวยงามของกราฟทั้งสิ้น
สรุปบทความ
สิ่งที่ต้องทราบก่อนปลูกผมคือ รากผมเป็นทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด การปลูกผมคือกระบวนการปลูกถ่ายรากผมซึ่งต้องอาศัยความชำนาญ ไม่เช่นนั้นรากผมที่ย้ายออกมาจะไม่รอด ทำให้สูญเสียรากผมไปถาวร ดังนั้นการปลูกผมไม่ควรเปรียบเทียบแค่ ปลูกผมราคาถูก เท่านั้น ควรพิจารณาหลายๆด้านก่อนตัดสินใจปลูกผม เน้นดูผลลัพธ์ตอนยาวแล้วมากกว่าการดูผลลัพธ์หลังปลูกทันที
เกศาคลินิก เป็นศูนย์ปลูกถ่ายรากผมครบวงจร ดังนั้นผลลัพธ์การปลูกผมจึงเป็นสิ่งที่เกศาให้ความสำคัญอย่างมาก เกศามีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์การปลูกผมมากกว่า 5 ปี การันตรีประสบการณ์ด้วยสมาชิกองค์กรปลูกผมระดับนานาชาติดังนี้
- Fellow member of World FUE Institute (WFI)
- Full member of The Asian Association Of Hair Restoration Surgeons (AAHRS)
- Member of FUE ASIA
ด้วยประสบการณ์ปลูกผมที่ยาวนาน เกศาจึงได้พัฒนาเทคนิคปลูกผมเฉพาะตัวขึ้นมาเรียกว่าเทคนิค NNN ซึ่งใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ล่าสุดเข้ามาร่วมในการปลูกผมไม่ว่าจะเป็นเครื่องเจาะรากผม น้ำยาแช่กราฟ นวัตกรรมเลเซอร์สีเหลืองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์การปลูกที่เหนือกว่า หลังปลูกผมมีการนัดติดตามดูแลหลังปลูกผมต่อเนื่องตลอด 18 เดือนและมีรับประกันผลลัพธ์ให้ทุกราย เกศาคลินิกไม่มีพนักงานขาย การปลูกผมจะเป็นการวางแผนร่วมกันระหว่างคนไข้และแพทย์เท่านั้น มีการตรวจส่องกล้องเพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุผมร่วง และวางแผนการรักษาอย่างเป็นระบบ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าการปลูกผมที่เกศาจะเป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม : ปลูกผมเทคนิค NNN นวัตกรรมใหม่แห่งการปลูกผม
Dr. Yada Suwannasing, Dr. Nattawee Pattrapornviroj, Dr.Dusadeewan Panya
Diplomate of the American Board of Hair Restoration Surgery (ABHRS) & International Board of Hair Restoration Surgery (IBHRS) , Full Member of the International Society of Hair Restoration Surgery (ISHRS), Fellow member of World FUE Institute (WFI), Full member of The Asian Association Of Hair Restoration Surgeons (AAHRS)
